หลายวันที่ผ่านมา
ผมมีโอกาศได้เดินทางไปที่หมู่บ้านเล็ก ๆ หมู่บ้านหนึ่ง
หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ตรงตีนเขา
ดังนั้นคนในหมู่บ้านจึงยึดอาชีพเกษตรกรกันชะเป็นส่วนมาก
การเกษตรบนตีนเขาจึงไม่เหมือนเกตรที่ราบลุ่มแบบที่เราพบเห็นทั่วไป
ส่วนมากเป็นการทำนา ทำสวน แบบขั้นบันได
และที่สำคัญงานทุกอย่างล้วนแล้วแต่ใช้ภูมิปัญญากับแรงคนโดยไม่ใช้เครื่องจักใดใดทั้งสิ้น
เมื่อผมไปถึงผมใด้มีโอกาศพูดคุยกับลุงท่านหนึ่ง
ลุงที่ผมรู้จักเป็นชาวนาที่ทำนาบนหุบเขา
มองด้วยตาเปล่าแล้วที่นาของลุงน่าจะมีเนื้อที่สักประมาณ 3-4 ไร่
ด้วยความสงสัยประกอบกับการที่จะชวนลุงคุยตามประสาคนชอบคุย
ผมจึงถามลุงไปว่า "ลำบากไหมครับกับการทำนาขนาดนี้โดยใช้แต่แรงคน"
ลุงแกตอบผมว่า "ไม่ว่างานอะไรล้วนมีด้านที่ลำบาก มีความยากทั้งนั้น
แต่สิ่งที่ทำให้เราคิดว่าบางอย่าง มันไม่ค่อยลำบาก
นั่นก็คือความคุ้นเคย
ก็เหมือนกับตอนแรกที่เราเริ่มหัดเดินเราก็คงคิดว่าการเดินมันยาก
ลำบากมากกว่าจะยืนได้แต่ละครั้ง กว่าจะก้าวขาได้แต่ละก้าว
แต่เมื่อเราเริ่มหัดเดินไปสักพัก เราเริ่มคุ้นเคย กับการเดิน
เราก็ไม่คิดว่าการเดินเป็นเรื่องที่ยาก ลำบากอีกเลย
ลุงก็เหมือนกันปลูกข้าวแบบนี้ จนไม่คิดว่ามันเป็ยเรื่องที่ยากลำบากเลย"
ใช่ครับในชีวิตคนคนหนึ่งต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมาย
บางครั้งมันก็ถาโถมเข้ามาจนยากที่ เราจะต้านทานไหว
หรือบางครั้งมันก็มาแบบลมเฉื่อยๆ แต่มันไม่จากเราไปสักที
บางคนท้อแท้ สิ้นหวัง บางคนไม่พยายามจะก้าวข้ามอุปสรรคหรือปัญหาเหล่านั้น
ลองหยุดคิดดูสิครับว่ากว่าที่เราจะเดินผ่านกาลเวลาจนมาถึงวันนี้
เราเคยผ่านอุปสรรคความยากลำบากมามากแค่ไหน
เมื่อเราเกิด อุปสรรคอย่างแรกก็คือการหายใจ
พอโตขึ้นมาหน่อยกว่าจะลุกขึ้นนั่ง คลาน ยืน เดิน แล้วก็วิ่ง
ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นความยากลำบากทั้งสิ้น
ทำไมเราถึงผ่านอุปสรรคที่แสนจะลำบากเหล่านั้นมาได้
มาถึงตอนนี้เรายังคิดว่าอุปสรรคที่กล่าวมาข้างต้นนั้น
มันยังคงยากลำบากอีกหรือไม่
และสิ่งที่เราคิดว่าเป็นอุปสรรคที่แสนยากลำบากในตอนนี้
มีหรือที่เราจะก้าวผ่านมันไปไม่ได้
ผมเชื่อว่าทุกอุปสรรค ทุกความยาก ทุกความลำบาก
เราต่างคนต่างมีวิธีจัดการกับมันครับ
เมื่อเราผ่านมันมาได้แล้วเราจะไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านั้น
มันยากลำบากอีกเลย
เชื่อผมสิครับ
ปล.ปลับเปลี่ยนคำสนทนาของลุงให้เข้าใจง่าย
ปล.2 ปีนี้ผมจะไม่ดองบล็อกครับ